เราให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดทำเอกสารด้านการกำหนดราคาโอนระหว่าง (Transfer Pricing)
ญี่ปุ่นและไทย ไปจนถึงการให้คำปรึกษาและรับมือการตรวจสอบภาษี รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับทำข้อตกลงการกำหนดราคาล่วงหน้า (APA)
การกำหนดราคาในการธุรกรรมระหว่างประเทศ ระหว่างบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นและบริษัทในประเทศไทย หรือบริษัทในเครือที่ทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพียงการกำหนดจำนวนเงินเท่านั้น แต่จำเป็นต้องกำหนดราคาอย่างสมเหตุสมผล โดยสะท้อนถึงข้อเท็จจริงของธุรกรรม รวมถึงหน้าที่ (Functions) ความเสี่ยง (Risks) และสินทรัพย์ (Assets) ของทั้งสองฝ่ายประกอบไปด้วย
โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ การรับจ้างผลิต การให้บริการ และค่าสิทธิ (Royalties) หน่วยงานสรรพากรมักตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่า การจัดสรรกำไรภายในกลุ่มบริษัทมีความเหมาะสมและเป็นไปตามหลักการกำหนดราคาโอนหรือไม่
สำนักงานของเราให้บริการด้านกฎหมายในวงกว้าง ตั้งแต่การจัดทำเอกสารด้านการกำหนดราคาโอนระหว่างญี่ปุ่นและไทย เช่น เอกสารการกำหนดราคาโอน (Local File) การให้คำปรึกษาและการรับมือการตรวจสอบภาษี การบริหารความเสี่ยงด้านการเก็บภาษีซ้อน (Double Taxation) ตลอดจนการทำข้อตกลงการกำหนดราคาล่วงหน้า APA (Advance Pricing Arrangement) และ วิธีดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกัน Mutual Agreement Procedure (MAP)
ความเสี่ยงด้านการกำหนดราคาโอนไม่ได้เกิดจากเพียงความเหมาะสมของราคาที่กำหนดเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการขาดความพร้อมในการอธิบายเหตุผลรองรับ และความแตกต่างของแนวทางปฏิบัติระหว่างญี่ปุ่นกับไทยอีกด้วย
ในประเทศญี่ปุ่น บริษัทมีหน้าที่จัดทำเอกสารการกำหนดราคาโอน (Local File) ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนในประเทศไทย บริษัทที่มีรายได้ตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป มีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ( Disclosure Form) พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล นอกจากนี้ หากได้รับหนังสือแจ้งจากกรมสรรพากร บริษัทจะต้องจัดส่งเอกสารการกำหนดราคาโอน (Local File) และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ภายใน 60 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นหนึ่งในปัจจัยในการพิจารณาคัดเลือกผู้เสียภาษีเพื่อเข้ารับการตรวจสอบภาษี
ดังนั้น บริษัทควรจัดให้มีแนวทางด้านการกำหนดราคาโอนที่มีความสอดคล้องกัน พร้อมจัดเตรียมเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถรองรับการตรวจสอบจากหน่วยงานภาษีได้เป็นเรื่องสำคัญ
การกำหนดมาตรการด้านการกำหนดราคาโอนระหว่างญี่ปุ่นและไทย จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในความแตกต่างของระบบภาษีของทั้งสองประเทศ
ในประเทศญี่ปุ่น บริษัทที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายมีหน้าที่จัดทำและจัดเก็บเอกสารการพิสูจน์ราคาโอน (Transfer Pricing Documentation) เช่น เอกสารการกำหนดราคาโอน (Local File) ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดยื่นแบบแสดงรายการภาษี และเมื่อมีการตรวจสอบภาษี จะต้องยื่นเอกสารพิสูจน์ราคาโอนต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 45 วัน (หรือ 60 วันในบางกรณี)
ในทางกลับกัน ประเทศไทยกำหนดให้บริษัทที่มีรายได้ตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป ต้องยื่นแบบเปิดเผยข้อมูล (Disclosure Form) ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี นอกจากนี้ ยังกำหนดให้บริษัทต้องจัดส่งเอกสารด้านการกำหนดราคาโอน (TP Documentation) ภายใน 60 วัน เมื่อได้รับหนังสือแจ้งจากกรมสรรพากร
กล่าวคือ การจัดเตรียมเอกสารเฉพาะฝั่งญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องกำหนดมาตรการด้านการกำหนดราคาโอนในระดับกลุ่มบริษัท โดยพิจารณาถึงการรับมือการตรวจสอบของกรมสรรพากรไทยควบคู่กันไป ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงด้านภาษี
การดำเนินการด้านการกำหนดราคาโอนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การคำนวณราคาตามหลักการภาษีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นด้านกฎหมาย เช่น การตีความสัญญา การพิสูจน์ข้อเท็จจริง และภาระการชี้แจง ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงทางกฎหมาย ในขณะที่สำนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีมีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบ (Benchmark Analysis) และการจัดทำเอกสารด้านภาษี ในทางกลับกัน ALG ในฐานะสำนักงานกฎหมาย มีความได้เปรียบในการวางระบบและกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อรองรับการตรวจสอบภาษีในอนาคต
กล่าวคือ เราให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและปรับปรุงเงื่อนไขในสัญญาเพื่อรองรับการตรวจสอบภาษี การประเมินหน้าที่ (Functions) และความเสี่ยง (Risks) ในมุมมองทางกฎหมาย รวมถึงการจัดทำเหตุผลและข้อโต้แย้งทางกฎหมายในเชิงทฤษฎี เพื่อนำมาโต้แย้งกับข้อโต้แย้งหรือข้อวินิจฉัยของกรมสรรพากร การเตรียมความพร้อมโดยวางระบบที่คำนึงถึงประเด็นทางกฎหมายตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงด้านภาษีด้วย
หลายท่านอาจมองว่า การรับมือการตรวจสอบภาษีเป็นหน้าที่ของที่ปรึกษาภาษีหรือสำนักงานบัญชีเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม หากสามารถทราบถึงแนวโน้มและผลของคดีภาษีได้ล่วงหน้า ก็จะช่วยให้สามารถรับมือการตรวจสอบภาษีที่ได้เปรียบมากยิ่งขึ้น ALG ใช้จุดแข็งด้านจุดแข็งในความเป็นสำนักงานกฎหมาย ในการประเมินแนวโน้มของคดีภาษีล่วงหน้า พร้อมให้คำปรึกษาด้านการกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing)
เมื่อกรมสรรพากรมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการกำหนดราคาโอน ผลของการตรวจสอบอาจนำไปสู่การประเมินภาษีเพิ่มเติม การอุทธรณ์คำสั่ง และในบางกรณีอาจนำไปสู่การดำเนินคดีภาษีต่อศาล
ในขณะที่สำนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษี มีความเชี่ยวชาญด้านการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการจัดทำเอกสารทางภาษี แต่ทนายความสามารถเป็นตัวแทนลูกความได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเข้าร่วมการตรวจสอบภาษี การอุทธรณ์คำสั่งของกรมสรรพากร ไปจนถึงการดำเนินคดีภาษีต่อศาล การมีผู้แทนดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจสอบภาษี จะช่วยทำให้ลดความเสี่ยงได้ด้วย
การให้คำปรึกษาด้านการกำหนดราคาโอนเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนและเป็นความลับอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคา การจัดสรรกำไร อีเมลภายในองค์กร หรือบันทึกการประชุม เอกสารเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานสำคัญที่อาจส่งผลทั้งในทางที่เป็นคุณและเป็นโทษต่อบริษัทในกรณีการตรวจสอบภาษีหรือข้อพิพาททางภาษีในอนาคต ดังนั้น การอยู่ภายใต้การดูแลของทนายความซึ่งมีหน้าที่รักษาความลับของลูกความ ย่อมช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกความได้
นอกจากนี้ ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับทั้งญี่ปุ่นและประเทศไทย การประสานงานกับสำนักงานกฎหมายในแต่ละประเทศ (Local Counsel) รวมถึงการกำหนดแนวทางและกลยุทธ์ในการรับมือกับหน่วยงานภาษีของแต่ละประเทศให้สอดคล้องกัน ถือเป็นปัจจัยสำคัญ สำนักงานกฎหมายที่มีความสามารถในการประสานงานระหว่างประเทศ จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการดำเนินการลักษณะดังกล่าว
สำนักงานของเรามีเครือข่ายสำนักงานรวม 13แห่ง ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ และยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานกฎหมายในหลายประเทศ
สำหรับการกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) ระหว่างญี่ปุ่นและไทย ไม่เพียงแต่ต้องกำหนดแนวทางจากฝั่งสำนักงานใหญ่ในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงการปฏิบัติจริงของบริษัทย่อยในประเทศไทย รวมถึงการรับมือและการประสานงานกับกรมสรรพากรของไทยได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม
ถ้าได้ใช้เครือข่ายของสำนักงานเราให้เป็นประโยชน์แล้ว แม้จะเป็นเคสที่มีความซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกันระหว่าง 2 ประเทศ เราก็สามารถประสานงานระหว่างประเทศได้อย่างราบรื่น โดยคำนึงถึงกฎหมายและข้อกำหนดของแต่ละประเทศ เราติดตามความเปลี่ยนแปลงของกฎหมายล่าสุดอย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยอย่างสุดความสามารถ
ด้วยประสบการณ์กว่า 16 ปีในการให้บริการด้านภาษีและกฎหมายในประเทศไทย ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมจากการปฏิบัติงานจริงคือจุดแข็งของสำนักงานของเรา สำหรับการกำหนดราคาโอน (Transfer pricing) ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงความเข้าใจในบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความเข้าใจในแนวทางการบังคับใช้กฎหมายของกรมสรรพากรไทย ตลอดจนดุลยพินิจและแนวปฏิบัติที่ใช้จริงของเจ้าหน้าที่ เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับสถานการณ์
เราจะนำทักษะในการเจรจากับหน่วยงานซึ่งได้สั่งสมมาจากเคสที่มีความหลากหลาย ตลอดจนองค์ความรู้ที่สั่งสมจากการตรวจสอบภาษีที่ผ่านมา มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงด้านภาษีของบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ
ในประเทศไทยไม่มีวิชาชีพ "ผู้ประกอบวิชาชีพภาษี" (Zeirishi) เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น โดยวิชาชีพที่มีลักษณะใกล้เคียง ได้แก่ ผู้ทำบัญชี (CPD) และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการเจรจา การรับมือกับกรมสรรพากร และการระงับข้อพิพาททางภาษี ทนายความซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีและเป็นมืออาชีพในการเจรจาต่อรอง มักมีความเหมาะสมมากกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี เช่น ผู้ทำบัญชี (CPD) หรือผู้สอบบัญชี (CPA) นอกจากนี้ เนื่องจากการตรวจสอบภาษีอาจดำเนินการในระยะเวลานานและมีความซับซ้อน หากเรื่องนำไปสู่การอุทธรณ์ หรือการดำเนินคดีภาษีต่อศาล ทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษีอากร สามารถให้ความช่วยเหลือและเป็นผู้แทนลูกความได้อย่างต่อเนื่องตลอดทุกขั้นตอน
ไม่ใช่ บริษัทในประเทศไทยที่มีหน้าที่ยื่นแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Disclosure Form) คือ บริษัทที่มีรายได้รวมต่อปีตามงบการเงินตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป บริษัทที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องยื่นแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Disclosure Form) ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี นอกจากนี้ แม้ว่าบริษัทที่มีรายได้ต่ำกว่า 200 ล้านบาทจะได้รับการยกเว้นจากไม่ต้องยื่นแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Disclosure Form) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะโอกาสที่ถูกกรมสรรพากรตรวจสอบหรือสอบถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของราคาโอนเป็นศูนย์ ดังนั้น จึงควรระมัดระวังด้วย
ใช่ ความเสี่ยงจะสูงขึ้น หากบริษัทย่อยในประเทศไทยขาดทุนต่อเนื่อง หรือมีอัตรากำไรต่ำกว่าปกติ กรมสรรพากรอาจตั้งข้อสงสัยว่ามีการถ่ายโอนกำไรไปยังบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นผ่านการกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการถูกตรวจสอบภาษีด้านการกำหนดราคาโอน แม้ว่าการขาดทุนจะเกิดจากเหตุผลทางธุรกิจที่สมเหตุสมผล เช่น การลงทุนในช่วงเริ่มต้นธุรกิจหรือภาวะตลาดที่ซบเซา หากบริษัทไม่ได้จัดเตรียมเอกสารที่ใช้สนับสนุนข้อเท็จจริงดังกล่าว (เช่น Local File) ได้อย่างเพียงพอ ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมจากการตรวจสอบของกรมสรรพากร
ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย โดยหลักการแล้วควรมีการทบทวนและปรับปรุงเอกสารการกำหนดราคาโอน (Local File) เป็นประจำทุกปี แม้ว่ารายการธุรกรรมหรือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญก็ตาม เนื่องจากข้อมูลทางการเงินของบริษัทที่จะนำมาเปรียบเทียบ (Benchmark) มีการเปลี่ยนแปลงทุกปี จึงจำเป็นต้องตรวจสอบว่าการกำหนดราคาโอนยังคงอยู่ภายในช่วงราคาธุรกรรมระหว่างนิติบุคคลที่เป็นอิสระต่อกัน (ตามหลัก Arm’s Length) หรือไม่ ในประเทศไทย หากบริษัทที่มีรายได้ตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไปได้รับหนังสือจากกรมสรรพากรให้ส่งเอกสารเกี่ยวกับการกำหนดราคาโอน (Transfer pricing document) บริษัทจะต้องจัดส่งเอกสารดังกล่าวภายใน 60 วันตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น การเตรียมเอกสารและข้อมูลให้พร้อมล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ข้อดีที่สำคัญที่สุดของการทำข้อตกลงการกำหนดราคาล่วงหน้าระหว่างสองประเทศ (APA) คือ การได้รับความเห็นชอบล่วงหน้าจากหน่วยงานภาษีของทั้งญี่ปุ่นและประเทศไทยเกี่ยวกับวิธีการกำหนดราคาโอน ซึ่งจะช่วยขจัดความเสี่ยงจากการตรวจสอบด้านการกำหนดราคาโอนในอนาคต เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว บริษัทจะสามารถป้องกันความเสี่ยงจากการประเมินภาษีเพิ่มเติมอันเกิดจากการกำหนดราคาโอนที่ไม่พึงประสงค์ และช่วยป้องกันปัญหาการเก็บภาษีซ้ำซ้อนระหว่างประเทศได้
แม้ว่าการดำเนินการขอทำข้อตกลงการกำหนดราคาล่วงหน้าระหว่างสองประเทศ (APA) จะต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่เมื่อได้รับความเห็นชอบครั้งหนึ่งแล้ว โดยทั่วไปจะได้รับความแน่นอนทางภาษีเป็นระยะเวลาประมาณ 3–5 ปี จึงเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่มีธุรกรรมระหว่างประเทศในมูลค่าสูง