เจ้าหน้าของเราจะรับฟังและอย่างสุภาพ
ติดต่อจากภายในประเทศญี่ปุ่น
0120-529-006ติดต่อจากภายในประเทศไทย
+662-254-5788
ในการติดตามเรียกเก็บหนี้ในประเทศไทย มีบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมักมองว่า “การฟ้องร้องต่อศาลเป็นทางเลือกสุดท้าย” จึงมีแนวโน้มที่จะเลื่อนการตัดสินใจฟ้องศาลออกไป อย่างไรก็ตาม หากนั่งรอดูสถานการณ์ก็จะทำให้ทรัพย์สินของลูกหนี้อาจลดลงเรื่อย ๆ และทำให้โอกาสในการติดตามหนี้คืนลดลงได้
ในบางกรณี ความล่าช้าในการตัดสินใจฟ้องร้องอาจนำไปสู่ผลเสียอย่างร้ายแรง การตัดสินใจอย่างรวดเร็วเพื่อดำเนินมาตรการทางกฎหมายในจังหวะที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการติดตามหนี้ในประเทศไทย
สาเหตุหลักที่ทำให้การตัดสินใจฟ้องร้องล่าช้า
ในการติดตามทวงถามหนี้ในประเทศไทย การเลื่อนการตัดสินใจฟ้องร้องออกไปนั้น ถือเป็นความเสี่ยงอย่างมาก “ไม่เลือกฟ้องร้อง” ซึ่งเป็นการตัดสินใจอย่างมีสาระสำคัญ ก็ควรได้รับคำแนะนำจากทนายความที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในระบบกฎหมายของไทยและการปฏิบัติงานด้านการติดตามมวงถามหนี้
หากเลือกใช้ท่าที “รอดูไปก่อน” อย่างง่ายดาย ก็อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ไม่สามารถเรียกเก็บหนี้คืนได้ ในทางปฏิบัติ ควรมองการฟ้องร้องว่าเป็น “ไพ่สำคัญ” ในการเจรจาติดตามหนี้ และพิจารณามาตรการเรียกเก็บหนี้ด้วย การตัดสินใจเกี่ยวกับการฟ้องร้องที่ถูกต้องเหมาะสม จำเป็นต้องอาศัยความรู้เฉพาะทางด้านกฎหมายในประเทศไทย
เจ้าหน้าของเราจะรับฟังและอย่างสุภาพ
ติดต่อจากภายในประเทศญี่ปุ่น
0120-529-006ติดต่อจากภายในประเทศไทย
+662-254-5788
ในหลายกรณี ระหว่างที่เจ้าหนี้ยังคงรอดูสถานการณ์อย่างเงียบ เพราะคิดว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะฟ้องร้อง” มีไม่น้อยที่ลูกหนี้กำลังวางแผนซ่อนหรือจำหน่ายทรัพย์สินอยู่แล้ว เมื่อถึงจุดที่คิดว่า “ถึงเวลาต้องฟ้องแล้ว” ก็อาจสายเกินไปจนไม่สามารถติดตามเรียกเก็บหนี้คืนได้ แม้อาจรู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลา แต่การพิจารณาว่าจะฟ้องร้องหรือไม่นั้น ควรตัดสินใจตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นสิ่งสำคัญ
ในทางปฏิบัติด้านการติดตามหนี้ในประเทศไทย การฟ้องร้องต่อศาลยังเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญในการเตรียมไพ่ในการต่อรอง เช่น การคุ้มครองชั่วคราวหรือการดำเนินคดีอาญา ก่อนที่จะสายเกินแก้ ควรพิจารณาการฟ้องร้อง เพื่อเป็น “ทางเลือกเชิงรุก” เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดตามหนี้คืนให้สำเร็จนั้นเป็นจริง
ข้อดีที่สำคัญที่สุดของการมอบหมายให้ทนายความจัดการ คือสามารถพิจารณาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการดำเนินคดี โดยพิจารณาถึงเหตุการณ์ของแต่ละกรณี ในการติดตามเรียกเก็บหนี้ การตัดสินใจฟ้องร้องที่ล่าช้าอาจทำให้ทรัพย์สินของลูกหนี้มีการกระจายไป และนำไปสู่ความเสี่ยงร้ายแรงที่ไม่สามารถติดตามหนี้มาคืนได้
หากเริ่มเตรียมการฟ้องร้องในช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็ยังเป็นการแสดงให้ลูกหนี้เห็นว่า เจ้าหนี้อย่างเราจะเอาจริงได้อีกด้วย การให้ทนายความที่มีความเชี่ยวชาญดูแล จะช่วยให้สามารถกำหนดจังหวะการดำเนินคดีที่ดีที่สุด รวมถึงพิจารณาทางเลือกในการเจรจาเพื่อประนีประนอมนอกศาลไปควบคู่กันได้
โดยเฉพาะในกรณีที่ลูกหนี้ยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ การเจรจาโดยมีทนายความซึ่งพิจารณาการฟ้องร้องไปด้วย มักมีแนวโน้มที่จะช่วยให้คู่กรณีสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ง่ายขึ้น การที่ทนายความเข้ามามีบทบาท ทำให้ “การฟ้องร้อง” กลายเป็นไพ่สำหรับการเจรจาอย่างมีความเป็นจริงมากขึ้น และทำให้อีกฝ่ายต้องพิจารณาความเสี่ยงทางคดีอย่างจริงจัง
หากอีกฝ่ายยังดำเนินธุรกิจอยู่ ข้อเท็จจริงที่ถูกฟ้องร้องเรื่องการติดตามหนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริษัทอย่างมาก ดังนั้น การที่มีทนายความดำเนินการเจรจาโดยมองถึงความเป็นไปได้ในการฟ้องร้อง จึงช่วยเพิ่มโอกาสในการยุติปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
เมื่อถึงเวลาต้องดำเนินคดีจริง มักพบหลายกรณีที่พยานหลักฐานที่เหมาะสมไม่เพียงพอ ซึ่งการมีหรือไม่มีหลักฐานนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของคดี หากมีทนายความเข้ามาดูแล ก็จะสามารถช่วยจัดเตรียมและเรียบเรียงพยานหลักฐาน รวมถึงเก็บรวบรวมหลักฐานที่เหมาะสมต่อการฟ้องร้องในขณะที่อยู่ระหว่างกระบวนการเจรจาได้
ในทางกลับกัน หากเจรจาโดยไม่มีทนายความ อาจเผลอให้ข้อมูลหรือถ้อยคำที่กลายเป็นหลักฐานเสียเปรียบแก่คู่กรณีได้ ถ้าได้ให้ทนายความเข้ามาดูแล จะทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องครบวงจร ตั้งแต่การเตรียมหลักฐานสำหรับคดี การเจรจา ไปจนถึงการติดตามหนี้คืน
ในประเทศไทย ทนายความไทยที่ดูแลคดีความหรือการบังคับคดีเป็นส่วนใหญ่มักเป็นทนายความที่เชี่ยวชาญด้านว่าความมากกว่าทนายความที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจ อีกทั้งแม้จะเป็นทนายความผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทย ก็อาจไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายญี่ปุ่นมากนัก ทำให้การอธิบายแก่ลูกค้าชาวญี่ปุ่นอาจไม่เพียงพอ
ที่เอแอลจีเรามีความเชี่ยวชาญทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายญี่ปุ่น จึงสามารถอธิบายขั้นตอนทางกฎหมายในประเทศไทยที่ซับซ้อน รวมถึงแนวโน้มของคดีความ ให้เข้าใจได้ง่าย แม้จะเป็นการปฏิบัติงานตามระบบของไทย เราก็ให้คำอธิบายโดยคำนึงถึงมุมมองของบริษัทญี่ปุ่น พร้อมช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มของเหตุการณ์ในประเทศไทยให้แก่ลูกค้า
การฟ้องร้องเพื่อเรียกเก็บหนี้ในประเทศไทยมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่?
การฟ้องร้องถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการติดตามหนี้ในประเทศไทยในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะชนะคดีในศาล แต่หากคู่กรณีไม่มีทรัพย์สินพอที่จะสามารถบังคับคดีได้ การบังคับคดีก็อาจทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม หากมีการสืบสถานะทรัพย์สินล่วงหน้า ก็สามารถคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ของการบังคับคดีได้
นอกจากนี้ หากอีกฝ่ายยังคงดำเนินกิจการอยู่ การถูกฟ้องร้องย่อมสร้างแรงกดดันอย่างมาก จึงมีกรณีไม่น้อยที่สามารถนำไปสู่การเจรจาเพื่อประนีประนอมยอมความจนนำไปสู่การได้รับคืน อีกทั้งบริษัทไทยมีจำนวนไม่น้อยจะไม่ยอมเจรจาด้วย หากยังไม่มีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ดังนั้น การฟ้องร้องจึงไม่ใช่เพียง “ทางเลือกสุดท้าย” เท่านั้น แต่ยังถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือในการเจรจาเพื่อให้อีกฝ่ายมาชำระหนี้อีกด้วย
หากบริษัทไทยกำลังจะล้มละลายยังสามารถดำเนินการติดตามหนี้ได้หรือไม่?
แม้ว่าสถานะทางการเงินของคู่กรณีจะเริ่มแย่ลง แต่หากดำเนินการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก็ยังเหลือมาตรการที่สามารถดำเนินการได้อยู่ ในสถานการณ์ที่ความเสี่ยงต่อการล้มละลายเริ่มชัดเจน จำเป็นต้องวางกลยุทธ์ที่ไม่เพียงการฟ้องร้องต่อศาลเท่านั้น แต่รวมถึงมาตรการคุ้มครองชั่วคราวและการอายัดสิทธิเรียกร้องต่อบุคคลที่สามด้วย
หากสามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินและทรัพย์สินของลูกหนี้ได้อย่างถูกต้อง และเลือกใช้วิธีการที่มีโอกาสติดตามหนี้คืนได้สูง ถึงแม้จะไม่สามารถเรียกคืนได้เต็มจำนวนก็ตาม อาจนำไปสู่การเรียกคืนหนี้ได้บางส่วน
ฝั่งญี่ปุ่นควรเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?
เอกสารสำคัญที่ควรเตรียม ได้แก่ สัญญา ใบแจ้งหนี้ ใบสั่งซื้อ ใบส่งมอบสินค้า รวมถึงอีเมลหรือข้อความแชทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถใช้เพื่อยืนยันรายละเอียดของการซื้อขายและลำดับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การค้างชำระได้
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ทุกอย่างเสมอไป แม้เอกสารจะยังไม่เพียงพอ เราก็สามารถตรวจสอบรายละเอียดและจัดเตรียมพยานหลักฐานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของประเทศไทยได้ หากสามารถตรวจสอบเอกสารได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก็จะช่วยให้สามารถกำหนดแนวทางที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการดำเนินการฟ้องคดีและการเจรจา